วันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2562


การปฐมพยาบาล
 ปฐมพยาบาล หมายถึง การให้ความช่วยเหลือแก่บุคคลที่กำลังเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บ โดยบริบาลให้เพื่อรักษาชีวิต ป้องกันมิให้สภาวะนั้นเลวลง และ/หรือเพื่อส่งเสริมการฟื้นตัว ปฐมพยาบาลรวมถึงการรักษาเบื้องต้นในภาวะรุนแรงก่อนมีการช่วยเหลือของบุคลากรทางการแพทย์ เช่น การนวดหัวใจผายปอดกู้ชีพขณะกำลังรอรถพยาบาล ตลอดจนการรักษาเบ็ดเสร็จซึ่งภาวะเล็กน้อย เช่น การปิดพลาสเตอร์แผลถูกวัตถุมีคมบาด ปกติผู้ให้ปฐมพยาบาลเป็นบุคคลมิใช่อาชีพสาธารณสุข โดยมีหลายคนได้รับการฝึกการให้ปฐมพยาบาลขั้นพื้นฐาน และหลายคนเต็มใจให้ปฐมพยาบาลจากความรู้ที่ได้มา ปฐมพยาบาลสุขภาพจิตเป็นส่วนขยายของมโนทัศน์ปฐมพยาบาลให้ครอบคลุมสุขภาพจิต
มีหลายสถานการณ์ซึ่งอาจต้องการปฐมพยาบาล และหลายประเทศมีกฎหมาย ข้อบังคับหรือแนวทางซึ่งชี้ชัดระดับการให้ปฐมพยาบาลขั้นต่ำในบางสถานการณ์ ซึ่งปฐมพยาบาลนี้อาจรวมการฝึกหรืออุปกรณ์เครื่องมือเฉพาะซึ่งมีอยู่ในที่ทำงาน (เช่น เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ) การจัดหาผู้เชี่ยวชาญปฐมพยาบาลให้ครอบคลุมที่สาธารณะ หรือการฝึกปฐมพยาบาลภาคบังคับในโรงเรียน ทว่า ปฐมพยาบาลไม่จำเป็นต้องอาศัยอุปกรณ์เครื่องมือหรือมีความรู้มาก่อนโดยเฉพาะ และสามารถหาเอาได้จากวัสดุที่มีอยู่ ณ เวลานั้น โดยผู้ปฐมพยาบาลจะไม่เคยฝึกมาก่อนก็ได้
ปฐมพยาบาลสามารถกระทำได้กับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด

พระบัญญัค10ประการ

บทบัญญัติ 10 ประการ ของ นิกายโรมันคาทอลิก

เราคือองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของท่าน
  1. จงนมัสการ องค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าองค์เดียวของท่าน
  2. อย่าออกพระนามพระเจ้าโดยไม่สมเหตุ
  3. อย่าลืมฉลองวันพระเจ้าเป็นวันศักดิ์สิทธิ์
  4. จงนับถือบิดามารดา
  5. อย่าฆ่าคน
  6. อย่าผิดประเวณี
  7. อย่าลักขโมย
  8. อย่าพูดเท็จใส่ร้ายผู้อื่น
  9. อย่าปลงใจผิดประเวณี
  10. อย่ามักได้ทรัพย์สินของผู้อื่่น

 สถานที่ต่างๆ
พินอิน หรือ ฮั่นยฺหวี่พินอิน (จีนตัวย่อ汉语拼音จีนตัวเต็ม漢語拼音พินอินHànyǔ Pīnyīnจู้อิน : ㄏㄢˋ ㄩˇ ㄆㄧㄣ ㄧㄣ แปลว่า สะกดเสียงภาษาจีน) คือระบบในการถอดเสียงภาษาจีนมาตรฐาน ด้วยตัวอักษรละติน ความหมายของพินอินคือ "การรวมเสียงเข้าด้วยกัน" (โดยนัยก็คือ การเขียนแบบสัทศาสตร์ การสะกด การถอดเสียง หรือการทับศัพท์)
พินอินเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2501 และเริ่มใช้กันในปี พ.ศ. 2522 โดย รัฐบาลของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยใช้แทนที่ระบบการถอดเสียงแบบเก่า เช่น ระบบเวดและไจลส์ และระบบจู้อิน นอกจากนี้ ยังมีการออกแบบระบบอื่น ๆ สำหรับนำไปใช้กับภาษาพูดของจีนในถิ่นต่าง ๆ และภาษาของชนกลุ่มน้อยที่ไม่ใช้ภาษาฮั่น ในสาธารณรัฐประชาชนจีนด้วย
นับแต่นั้นมา พินอินก็เป็นที่ยอมรับจากสถาบันนานาชาติหลายแห่ง รวมทั้งรัฐบาลสิงคโปร์ หอสมุดรัฐสภาอเมริกัน และสมาคมหอสมุดอเมริกัน โดยถือว่าเป็นระบบการถอดเสียงที่เหมาะสมสำหรับภาษาจีนกลาง ครั้นปี พ.ศ. 2522 องค์การมาตรฐานนานาชาติ (ISO) ก็ได้รับเอาพินอินเป็นระบบมาตรฐาน (ISO 7098) ในการถ่ายทอดเสียงภาษาจีนปัจจุบันด้วยอักษรโรมัน (the standard romanization for modern Chinese)
สิ่งสำคัญที่ต้องระลึกไว้ก็คือ พินอินนั้น เป็นการทับศัพท์ด้วยอักษรโรมัน (Romanization) มิใช่การถอดเสียงแบบภาษาอังกฤษ (Anglicization) นั่นคือ การกำหนดให้ใช้ตัวอักษรตัวหนึ่ง สำหรับแทนเสียงหนึ่ง ๆ ในภาษาจีนไว้อย่างตายตัว เช่น b และ d ในระบบพินอิน เป็นเสียง "ป" และ "ต" ตามลำดับ ซึ่งแตกต่างจากระบบการออกเสียงส่วนใหญ่ ไม่ว่าอังกฤษ ฝรั่งเศส หรือภาษาอื่นในยุโรป ขณะที่อักษร j หรือ q นั้นมีเสียงไม่ตรงกับในภาษาอังกฤษเลย กล่าวสั้น ๆ ก็คือ พินอินมุ่งที่จะใช้อักษรโรมัน เพื่อแทนเสียงใดเสียงหนึ่งโดยเฉพาะ เพื่อความสะดวกในการเขียน มิได้ยืมเสียงจากระบบของอักษรโรมันมาใช้ การใช้ระบบนี้นอกจากทำให้ชาวต่างชาติเขียนอ่านภาษาจีนได้สะดวกแล้ว ยังสามารถใช้กับคอมพิวเตอร์ได้สะดวกอย่างยิ่งด้วย
ต่อไปนี้เป็นการถอดเสียงภาษาจีน (ที่เขียนด้วยอักษรโรมันในระบบพินอิน) ด้วยอักษรไทย โปรดสังเกตว่า บางหน่วยเสียงในภาษาจีนไม่มีหน่วยเสียงที่ตรงกันในภาษาไทย จึงต้องอนุโลมใช้อักษรที่ใกล้เคียง ในที่นี้จึงมีอักษรไทยบางตัว ที่ต้องใช้แทนหน่วยเสียงในภาษาจีนมากกว่าหนึ่งหน่วยเสียง ทั้งนี้เพื่อเป็น "เกณฑ์อย่างคร่าว ๆ" สำหรับการเขียนคำทับศัพท์ภาษาจีน




present continuous

หลักการใช้ Present Continuous Tense

 
  1. ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำที่ กำลังดำเนินอยู่ในขณะที่พูด ต่อเนื่องไปเรื่อยๆและจบในอนาคต โดยอาจจะใช้ Adverbs of Time (คำกริยาวิเศษณ์บอกเวลา) บางคำ เช่น now, at the moment, right now, at present, these days เป็นต้น เข้ามาช่วยในประโยคด้วย เช่น
 
 
She is going to the supermarket at the moment.
(หล่อนกำลังไปซุปเปอร์มาร์เกตอยู่ตอนนี้)
 
  1. ใช้เพื่อพูดถึงเหตุการณ์หรือการกระทำที่ กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ เช่น
 
 
am meeting my boss this evening.
(ฉันจะพบกับเจ้านายเย็นนี้)
 
  1. ใช้แสดงเหตุการณ์หรือการกระทำที่ ผู้พูดมั่นใจว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน เช่น
 
He is going to China tonight.
(เขาจะเดินทางไปยังประเทศจีนคืนนี้)
 
  1. กริยาบางตัวไม่สามารถใช้ในรูปของ Present Continuous Tense ได้ ถึงแม้ว่าเหตุการณ์นั้นจะกำลังเกิดขึ้น หรือ ดำเนินอยู่ก็ตาม โดยเรามักใช้ในรูปของ Present Simple Tense กับคำกริยากลุ่มนี้แทน ซึ่ง ได้แก่
 
4.1) กริยาที่แสดงถึงประสาทสัมผัสทั้งห้า เช่น see, hear, feel, taste, smell

smell something bad. (ถูก)
 
* I am smelling something bad. (ผิด)
 
4.2) กริยาที่แสดงความนึกคิด ความรู้สึก เช่น know, understand, think, believe, agree, notice, doubt, suppose, forget, remember, consider, recognize, appreciate, forgive

believe her. (ถูก)
 
* I am believing her. (ผิด)

4.3) กริยาที่แสดงความชอบและความไม่ชอบ เช่น like, dislike, love, hate, prefer, trust, detest

He likes a woman with long hair. (ถูก)
 
* He is liking a woman with long hair. (ผิด)
 
4.4) กริยาที่แสดงความปรารถนา เช่น wish, want, desire, prefer

want to get married. (ถูก)
* I am wanting to get married. (ผิด)
 
4.5) กริยาที่แสดงความเป็นเจ้าของ เช่น possess, have, own, belong

She has no children. (ถูก)
 
* She is having no children. (ผิด)
 

วิธีการสร้างประโยค Present Continuous Tense

 
โครงสร้าง
Subject + is/am/are + V.-ing
ประโยคบอกเล่า
I
am
talking
to her.
You / We / They
are
reading
magazines.
He / She / It
is
sleeping
on the couch.
ครงสร้าง
Subject + is/am/are + not + V.-ing
ประโยคปฏิเสธ
I
am
not
talking
to her.
You / We / They
are
not
reading
magazines.
He / She / It
is
not
sleeping
on the couch.
โครงสร้าง
Is/Am/Are + Subject + V.-ing?
ประโยคคำถาม
Am
I
talking
to her?
Are
you / we / they
reading
magazines?
Is
he / she / it
sleeping
on the couch?
โครงสร้าง
Who/What/Where/When/Why/How + is/am/are + Subject + V.-ing?
ประโยคคำถาม 
Wh-
Who
am
I
talking to?
What
are
you / we / they
reading?
Where
is
he / she / it
sleeping?
*คำปฏิเสธรูปย่อของ is / am / are not คือ isn’t, aren’t และ aren’t


อักษรนำ
อักษรนำ คล้ายคลึงกับคำควบกล้ำ แต่คำควบกล้ำแท้จะประสานเสียงที่ออกไม่เท่าอักษรนำ ในขณะที่คำควบกล้ำไม่แท้จะออกเสียงตัวควบกล้ำหรือเปลี่ยนเป็นเสียงอื่นเลย

ทั่วไป

ถ้าเป็นตัวสะกด ให้ถือตัวหน้าเป็นตัวสะกดแต่ตัวเดียว แต่พร้อมกันนั้น ก็ทำหน้าที่เป็นตัวนำด้วย เช่น พิศวาส พิศวง กฤษณา ทฤษฎี ฯลฯ แต่ถ้าเป็นตัวการันต์จะเป็นด้วยกันทั้ง 2 ตัว หรือทั้ง 3 ตัวก็ได้ เช่น ลักษณ์ ลักษมณ์ หรือจะเป็นเพียงตัวเดียวก็ได้ เช่น แพทย์ สัตว์ ฯลฯ
อักษรควบบางตัวก็ใช้เป็นอักษรนำได้ เช่น ปรารถนา (อ่านว่า ปราด-ถะ-หนา) (ปราชัย (อ่านว่า ปะ-รา-ไช)ไม่ใช่อักษรควบ )

ข้อบังคับของการใช้อักษรนำต่างๆ

พยัญชนะตัวแรกอาจจะเป็นอักษรสูง อักษรกลาง หรืออักษรต่ำก็ได้ เช่นเดียวกับตัวหลัง แต่ถ้า
  • อักษรสูงนำ พยัญชนะตัวหลัง อาจจะเป็นอักษรสูง อักษรกลาง หรืออักษรต่ำก็ได้
  • อักษรกลางนำ พยัญชนะตัวหลัง เป็นอักษรต่ำได้เพียงอย่างเดียว
  • อักษรต่ำนำ พยัญชนะตัวหลัง เป็นอักษรต่ำได้เพียงอย่างเดียว

การใช้ ห และ อ นำ

ห จะใช้นำได้เฉพาะอัฒสระ (คือ พยัญชนะที่มีเสียงกึ่งสระกึ่งพยัญชนะ ได้แก่ ย ร ล ว) และพยัญชนะตัวสุดท้ายของพยัญชนะวรรคเท่านั้น (ได้แก่      แต่ ณ ไม่มีที่ใช้) เช่น หยด หยอก หย่า หรีด หลง หล่อ หวัง หงอก หญ้า หญิง หนู หมา ฯลฯ
ในขณะที่ อ จะใช้นำได้เฉพาะตัว ย และมีอยู่เพียง 4 คำเท่านั้น ได้แก่ อย่า อยู่ อย่าง อยาก โดยมีผู้คิดค้นนีโมนิค (Mnemonic หรือ ข้อความช่วยจำ) ขึ้นว่า อย่าอยู่อย่างอดอยาก

การเขียน

จะเขียนพยัญชนะตัวแรกตามด้วยพยัญชนะตัวที่สอง โดยพยัญชนะตัวแรกอาจจะเป็นอักษรหมู่ใดก็ได้ เช่นเดียวกับพยัญชนะตัวหลัง โดยถ้าตัวหลังเป็นอักษรเดี่ยว พยัญชนะตัวแรกก็จะบังคับให้ผันพยัญชนะตัวที่สองขึ้นเสียงสูง
สระตัวใดที่ใช้เขียนไว้ข้างหน้า ก็ต้องเขียนไว้ข้างหน้าอักษรนำเหมือนอักษรธรรมดา เช่น เขนย แสยง ไฉน ฯลฯ สระตัวใดใช้เขียนคร่อม ก็ต้องเขียนคร่อมอักษรนำเหมือนอักษรธรรมดาด้วย เช่น เฉลียว เขยิบ ฯลฯ สระที่ใช้เขียนไว้ข้างบน ข้างล่าง และหลังพยัญชนะ รวมทั้งรูปวรรณยุกต์ด้วย ให้เขียนไว้ที่ตัวที่ 2 ของอักษรนำ เช่น สระ สมิง ฉลุ ฯลฯ ทั้งนี้แสดงให้เห็นว่า แม้จะเขียนคู่กันเป็น 2 ตัว ก็ต้องถือว่าได้ประสมเป็นตัวเดียวกันแล้ว เพราะเราไม่มีการเขียนพยัญชนะ 2 ตัว ให้เป็นตัวเดียวกันได้เหมือนพยัญชนะบาลีและสันสกฤต

การออกเสียง

การออกเสียง จะออกเสียงพยัญชนะสองตัวผสมกันคนละครึ่ง พอแยกออกได้ว่าพยัญชนะอะไรผสมกัน แต่การผสมนี้จะไม่สนิทเท่าอักษรควบแท้ มียกเว้นอยู่สองกรณี ที่จะไม่ออกเสียงพยัญชนะอีกตัว ได้แก่
  • ตัว ห เมื่อเป็นตัวนำอักษรเดี่ยว ไม่ต้องออกเสียงคนละครึ่งเหมือนอักษรนำอื่น ๆ แต่ให้ออกเสียงประสมกันสนิทเหมือนอักษรควบแท้เช่น หนู หมอ ใหญ่ ฯลฯ
  • ตัว อ เมื่อนำหน้า ตัว ย ไม่ต้องออกเสียงเหมือนอักษรนำธรรมดา ให้ออกเสียงทำนองเดียวกับ ห นำ แต่เป็นเสียงอักษรกลาง คือ อย่า อยู่ อย่าง อยาก มี 4 คำเท่านั้น
ถ้าพยัญชนะข้างหน้าเป็นอักษรกลางหรืออักษรสูง แล้วพยัญชนะข้างหลังเป็นอักษรต่ำที่เป็นอักษรเดี่ยว เวลาอ่านให้ผันเสียงอักษรต่ำนั้นเป็นเสียงสูงตามอักษรที่เป็นตัวนำ แต่ถ้าพยัญชนะข้างหน้าเป็นอักษรต่ำ หรือพยัญชนะข้างหลังไม่ใช่อักษรต่ำที่เป็นอักษรเดี่ยว ให้อ่านออกเสียงพยัญชนะนั้นตามปกติเมื่ออกเสียงจะต้องมีคำควบกล้ำผสมอยู่ด้วย


คู่อันดับและกราฟ
คณิตศาสตร์ คู่อันดับ (ab) เป็นคู่ของวัตถุทางคณิตศาสตร์ โดย a เรียกว่า สมาชิกตัวหน้า และ b เรียกว่า สมาชิกตัวหลัง คู่อันดับอาจจะมองเป็นพิกัดก็ได้ สำหรับคู่อันดับนั้น อันดับมีความสำคัญ นั่นคือคู่อันดับ (ab) แตกต่างจากคู่อันดับ (ba) ยกเว้นกรณีที่ a = bลักษณะนี้ไม่เหมือนกับคู่ไม่อันดับ ซึ่งคู่ไม่อันดับ {ab} เท่ากับคู่ไม่อันดับ {ba}
คู่อันดับยังอาจมองเป็น ทูเพิลเวกเตอร์ 2 มิติ หรือ ลำดับความยาว 2 ก็ได้ เนื่องจากคู่อันดับสามารถมีสมาชิกเป็นวัตถุทางคณิตศาสตร์ใด ๆ ก็ตาม สมาชิกของคู่อันดับก็อาจจะเป็นคู่อันดับด้วยเช่นกัน ทำให้สามารถนิยาม n สิ่งอันดับ โดยนิยามแบบเวียนเกิดได้ ตัวอย่างเช่น สามสิ่งอันดับ (a,b,c) สามารถนิยามโดย (a, (b,c)) หรือก็คือการนำคู่อันดับซ้อนกันไปเรื่อยๆ
ผลคูณคาร์ทีเซียน และ ความสัมพันธ์ทวิภาค (ซึ่งรวมถึงฟังก์ชัน) สามารถนิยามด้วยคู่อันดับได้ด้วยเช่นเดียวกัน
หลักโดยทั่วไป
กำหนดคู่อันดับ  และ  เป็นคู่อันดับใด ๆ คุณสมบัติของคู่อันดับคือ
 ก็ต่อเมื่อ  และ 
เซตของคู่อันดับทั้งหมดที่สมาชิกตัวหน้ามาจากเซต X และสมาชิกตัวหลังมาจากเซต Y เรียกว่าผลคูณคาร์ทีเซียนของ X และ Y หรืออาจเขียนเป็นสัญลักษณ์ได้ว่า X×Y ซึ่งความสัมพันธ์ทวิภาคจากเซต X ไปเซต Y ใด ๆ จะเป็นเซตย่อยของ X×Y
ในกรณีที่วงเล็บได้นำมาใช้เพื่อจุดประสงค์อื่นแล้ว เช่นใช้แทนช่วงเปิดบนเส้นจำนวน ก็อาจใช้สัญลักษณ์วงเล็บ  แทน ตามปกติได้


การนำความร้อน
การนำความร้อน (มักแทนด้วย kλ หรือ κ) เป็นการถ่ายโอนความร้อน (พลังงานภายใน) จากการชนของอนุภาคในระดับจุลทรรศน์ และการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนภายในวัตถุหนึ่ง ๆ อนุภาคที่มีการชนกันในระดับจุลทรรศน์นี้ ซึ่งรวมถึงโมเลกุล อะตอมและอิเล็กตรอน ถ่ายโอนพลังงานศักย์และจลน์ในระดับจุลทรรรศน์ที่ไม่เป็นระเบียบ ที่รวมกันเรียก พลังงานภายใน การนำเกิดขึ้นในทุกสถานะของสสาร ได้แก่ ของแข็ง ของเหลว แก๊สและคลื่น อัตราที่มีการนำพลังงานในรูปความร้อนระหว่างวัตถุสองชนิดเกิดจากผลต่างของอุณหภูมิระหว่างวัตถุสองชนิดและคุณสมบัติของตัวกลางการนำซึ่งความร้อนนำผ่าน